ทัวร์อินเดีย ธรรมยาตราจาริกแสวงบุญ แบบเจาะลึกอินเดีย-เนปาล 8 วัน 7 คืน
รหัสทัวร์
     ID TARA6/WRT
ทัวร์
     ทัวร์อินเดีย ธรรมยาตราจาริกแสวงบุญ แบบเจาะลึกอินเดีย-เนปาล 8 วัน 7 คืน
สายการบิน
     AIR INDIA (AI)
ประเทศ
     อินเดีย
ระยะเวลา
     8 วัน 7 คืน
ราคาเริ่มต้น
     47,900 baht
ไฮไลท์ทัวร์
ขอนำท่านเดินทางกราบสักการะ 4 สังเวชนียสถาน ตามรอยบาทพระศาสดา ณ ประเทศอินเดีย เนปาล
ไฮไลท์โปรแกรมที่ไม่ควรพลาด สถานที่สำคัญต่างๆของพุทธศาสนา ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไป...
ลุมพินี... สถานที่ประสูติของพระสิทธัตถะราชกุมาร จุดแรกของการกำเนิดผู้ที่ประเสริฐที่สุดในโลก 
พุทธคยา... สถานที่ตรัสรู้ จุดกำเนิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สะดือโลก
สารนาถ... ดินแดนกำเนิดพระสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนา จุดปฐมเทศนาครั้งแรกของชาวพุทธ 
กุสินารา... นครแห่งมหาปรินิพพาน ที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ 
ไวสาลี... เมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี เมืองแห่งการปลงอายุสังขารขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
สาวัตถี... เมืองแห่งมหาอุบาสก อุบาสิกา สถานที่พระพุทธเจ้าจำพรรษานานที่สุด
ราชคฤห์... ดินแดนแห่งการกำเนิดพระสูตร ที่ประชุมสังคายนา เกิดวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา 
นาลันทา... มหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่แหล่งศึกษาที่เลี่ยงชื่อ มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก
กำหนดการ
วันที่ 2 - 9 ธันวาคม 2560
วันที่ 4 - 11 ธันวาคม 2560
วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 2 มกราคม 2561
วันที่ 27 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 3 มกราคม 2560
วันที่ 28 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 4 มกราคม 2560
วันที่ 29 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 5 มกราคม 2560
วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึง วันที่ 6 มกราคม 2560
Update ครั้งล่าสุด
     21 พ.ย. 60 

bookmark


อัตราค่าบริการ

กำหนดการเดินทาง ค่าบริการท่านละ พักเดี่ยว จ่ายเพิ่ม ขนาดกรุ๊ป
9 – 16 กุมภาพันธ์ 60  (วันมาฆบูชา) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
18 – 25 มีนาคม 60 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
21 – 28 ตุลาคม 60 (วันปิยมหาราช) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
2  - 9 ธันวาคม 60 (วันพ่อ) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
4 – 11 ธันวาคม 60 (วันพ่อ+วันรัฐธรรมนูญ) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
26 ธันวาคม 60 - 2มกราคม 61 (วันปีใหม่) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
27 ธันวาคม 60 - 3 มกราคม 61 (วันปีใหม่) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
28 ธันวาคม 60 - 4 มกราคม 61 (วันปีใหม่) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
29 ธันวาคม 60 - 5 มกราคม 61 (วันปีใหม่) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน
30 ธันวาคม 60 - 6 มกราคม 61 (วันปีใหม่) 47,900 บาท ต่อท่าน 11,000 บาท 20 ท่าน

อัตรานี้รวม
• ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เดลลี-ศรีนากา-เดลลี – กรุงเทพฯ  โดยสายการบิน AIR INDIAN
• ค่าภาษีสนามบินทุกแห่ง ค่าประกันภัยสายการบิน และค่าวีซ่า
• ค่าที่พักโรงแรม ระดับมาตรฐาน (พักห้องละ 2 ท่าน)
• ค่าอาหารทุกมื้อตามระบุ / ค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ
• ค่าหัวหน้าทัวร์ที่คอยบริการและดูแลตลอดการเดินทาง และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น
• ค่าพาหนะตลอดการเดินทาง
• น้ำดื่ม 2 ขวด /ท่าน/วัน
• ค่าประกันภัยการเดินทาง วงเงิน 1,000,000 บาท ต่อท่าน
 
อัตรานี้ไม่รวม
• ค่าทิปไกด์ท้องถิ่น พนักงานขับรถ รวม 30 เหรียญดอลล่าสหรัฐ
• ค่าทิปหัวหน้าทัวร์วันละ  รวม 300 บาทต่อท่าน
• พนักงานบริการยกกระเป๋า ค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในรายการ
• ค่าธรรมเนียมน้ำมันของสายการบิน (ถ้ามี)
• ค่าทำเอกสารผู้ถือต่างด้าว
• ค่าวีซ่าที่มีค่าธรรมเนียมแพงกว่าหนังสือเดินทางไทย
• ค่าน้ำหนักเกินพิกัด 20 กิโลกรัม ต่อท่าน
• ค่าบริการไม่รวมภาษี 7%  และภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3%
 
การชำระเงิน
1. ทางบริษัทฯ ขอเก็บเงินค่ามัดจำเป็นจำนวนเงิน 10,000.- บาท ต่อผู้โดยสารหนึ่งท่าน
2. ส่วนที่เหลือชำระก่อนการเดินทางอย่างน้อย 21 วัน มิฉะนั้นทางบริษัทฯ จะขอสงวนสิทธิ์ในการคืนค่ามัดจำทั้งหมด 
 
เงื่อนไขการยกเลิก 
1. ยกเลิกก่อนการเดินทาง 30 วัน คืนค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ยกเว้นกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุดหรือเทศกาลที่ต้องการันตี มัดจำกับทางสายการบินหรือกรุ๊ปที่มีการการันตีค่ามัดจำที่พัก โดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศหรือต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้)
2. ยกเลิกก่อนการเดินทาง 15 วัน เก็บค่าใช้จ่าย 5,000 บาท
3. ยกเลิกก่อนการเดินทาง 1-15 วัน เก็บค่าบริการทั้งหมด 100 %

เงื่อนไขต่างๆ
•บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ราคา และเงื่อนไขทั้งหมดโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
•บริษัทฯ มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้
•รายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม เนื่องจากความล่าช้าของสายการบินเหตุการณ์ทางการเมืองและภัยธรรมชาติ ฯลฯ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของทางบริษัทฯโดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เดินทางเป็นสำคัญ
•บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมือง ห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศเนื่องจากมีสิ่งของห้ามนำเข้าประเทศ เอกสารเดินทางไม่ถูกต้องหรือความประพฤติส่อไปในทางเสื่อมเสียหรือด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามที่กองตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาแล้ว ทางบริษัทฯ ไม่อาจคืนเงินให้ท่านได้ ไม่ว่าจำนวนทั้งหมด หรือ บางส่วน
•รายการนี้เป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องได้รับการยืนยันจากบริษัทฯอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สำรองที่นั่งบนเครื่องและโรงแรมที่พักในต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามรายการนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
•บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย งดออกเอกสารเข้าเมืองให้กับชาวต่างชาติหรือ คนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในประเทศไทย
•บริษัทขอสงวนสิทธิ์ที่จะเลื่อนการเดินทางในกรณีที่มีผู้ร่วมคณะไม่ถึง 10 ท่าน
•การไม่รับประทานอาหารบางมื้อไม่เที่ยวตามรายการ ไม่สามารถขอหักค่าบริการคืนได้เพราะการชำระค่าทัวร์เป็นไปในลักษณะเหมาจ่าย
 

 

วันแรก
กรุงเทพฯ   เมืองเดลลี
06.00 น.
คณะผู้เดินทางพร้อมกันที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ปร ะตู 10 แถว W เคาน์เตอร์ สายการบิน AIR INDIA เจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง (แนะนำให้โหลดของที่ไม่จำเป็นลงใต้ท้องเครื่องเพราะเจ้าหน้าที่อินเดียตรวจค่อนข้างละเอียด เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา แนะนำให้ถือเฉพาะกระเป๋าถือและของมีค่าขึ้นเครื่องเท่านั้นค่ะ)
08.55 น.
ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบิน AIR INDIAN เที่ยวบินที่ AI 333 บนเครื่องมีบริการอาหารค่ะ
12.00 น. ถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินทิราคานธี เมืองเดลลี (เวลาช้ากว่าประเทศไทย 1:30 ชั่วโมง) ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย
 
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
ชมประตูเมืองอินเดียเดินไปตามถนนอันใหญ่โตเพื่อชมอนุสาวรีย์ของประเทศอินเดียแล้วพักผ่อนด้วยการนั่งปิกนิกบนสนามหญ้าเขียวชอุ่มเยี่ยมชมประตูเมืองอินเดีย อนุสาวรีย์แห่งชาติของอินเดียซึ่งอุทิศให้กับเหล่าทหารผู้เสียสละชีวิต ตื่นตาไปกับการออกแบบสุดอลังการ ชมการเดินสวนสนามของกองทัพและวงโยธวาทิต พร้อมทั้งสนุกกับการปิกนิกและการเล่นเกมบนสนามหญ้าสีเขียว ประตูเมืองอินเดียมีซุ้มโค้งสูง 138 ฟุต (42 เมตร) สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอินเดียนับหมื่นนายที่เสียชีวิตในการเข้าร่วมกองทัพอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นอกจากนี้คุณจะพบการสลักชื่อทหารกว่า 13,000 นายที่เสียชีวิตในสงครามอัฟกันเมื่อปี 1919 ด้วย ด้านล่างซุ้มประตูเป็นแท่น Amar Jawan Jyoti ซึ่งมีเปลวไฟที่จุดไว้ไม่เคยดับเพื่อเป็นการรำลึกถึงทหารที่ไม่รู้ชื่อซึ่งเสียชีวิตในสงครามต่างๆ ขับรถผ่านชมรัฐสภาซึ่งเป็นตึกที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรม อังกฤษเพื่อเป็นที่ทำการของนายกรัฐมนตรี และเป็นที่ตั้งของกระทรวงต่างๆ  ชมวัดในศาสนาซิกข์ "Gurudwara Bangla Sahib”   สำหรับ Gurudwara Bangla Sahib” เป็นวัดของชาวซิกข์ตั้งอยู่ในกรุงนิวเดลลี อยู่ใกล้แหล่ง Shopping ย่าน “Connaught Place” และตลาด “Palika Bazaar”  นี่เอง ตามข้อมูลบอกว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 1664 บูรณะครั้งแรกในปี 1783 และครั้งล่าสุดเมื่อปี 1947 เดิมวัดซิกข์แห่งนี้เป็นที่พักของ "Raja Jai Singh" นายทหารคนสำคัญในสมัยกษัตริย์ออรังเซป ต่อมาได้ให้ความช่วยเหลือ "Guru Sri Harkishan" ซึ่งถูกใส่ร้ายจากพี่ชาย "Baba Ram Rai" และในระหว่างที่พักที่ Delhi นี้ ท่านได้ให้ความช่วยเหลือประชาชน รักษาผู้คนจนมีชื่อเสียงไปทั่วเมือง นำชม วัดอัคชาร์ดาม สร้างขึ้นโดยองค์กร BAPS ในเดลลีซึ่งผสมผสานลักษณะทางสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของอินเดียเข้าด้วยกันใช้เวลาก่อสร้างทั้งหมด 5ปี ใช้ช่างศิลปะและสถาปนิกจำนวน 7,000 คน เป็น สถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง สวยงามน่าดูชมจากทุกมุมมอง ชื่อเต็มว่า สวามินารายัน อัคชาร์ดาม ซึ่งหมายถึง สถานที่พำนักอันเป็นนิรันดรของท่าน Bhagwan สวามินารายัน  (1781-1830) ผู้นำด้านจิตวิญญาด้านวัฒนธรรมอินเดีย ใช้เวลาในการก่อสร้าง 5 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองเดลลี มีพื้นที่ 100 เอเคอร์ วัดอัคชาร์ดาม มีการจัดแสดง เรื่องราวประวัติศาสตร์ของชนชาติอินเดีย ประวัติของท่านสวามินารายัน ศิลปะประเพณีวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองของชนชาติอินเดีย ภูมิปัญญา สถาปัตยกรรม และความเชื่อจิตวิญญาณ วัดสวามินารายัน อัคชาร์ดาม ได้รับแรงบันดาลใจโดยสาวกประมุขสวามิมหาราช เพื่อเติมเต็มความหวังของท่านศาสดา วัดอัคชาร์ดามวางศิลากฤษ์เมื่อวันที่ 8 (ปิดทุกวันจันทร์)
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหาร
พักที่ COUNTRY INN SUITE ระดับ 4 ดาว หรือใกล้เคียง

วันที่สอง
เมืองเดลลี   เมืองพาราณสี
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
10.15 น.
ออกเดินทางสู่ เมืองพาราณสี โดยสายการบิน AIR INDIA เที่ยวบินที่ AI 406
11.35 น. ถึง ท่าอากาศยานนานาชาติเมืองพาราณสี (เวลาอินเดียช้ากว่าไทยประมาณชั่วโมงครึ่ง) ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง 
จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ เมืองพาราณสี หรือ วาราณสี  ดินแดนแห่งการแสวงบุญชำระบาปของชาวฮินดู มรดกโลกที่มีชีวิตสี่พันปีของอินเดียและเป็นเมืองหลวงแคว้นกาสีมีแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี จัดเป็นเมืองสุทธาวาสที่สถิตแห่งศิวเทพและถือว่าเป็นเมืองอมตะของอินเดีย เป็นที่แสวงบุญทั้งของชาวฮินดูและชาวพุทธทั่วโลก
เที่ยง
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองสารนาท (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง) นำท่านชม สถูปเจาคันธี ซึ่งสร้างเป็นอนุสรณ์ที่ปัญจวัคคีย์ได้พบกับพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ชม ธรรมราชิกสถูป เป็นสถูปที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุมาก่อน ชมมูลคันธกุฏี สถานที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษาแรกและพรรษาที่ 12 ชมยสเจดีย์ สถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมให้กับยสกุลบุตร นำท่านสวดมนต์ นั่งสมาธิที่ ธัมเมกขสถูป ป่าอิสิปตนมฤคทายวันสถานที่แสดงปฐมเทศนา ธรรมจักกัปปวัตนสูตรโปรดเบญจวัคคีย์ทั้งห้า
จากนั้นนำคณะถวายผ้าป่า ณ วัดไทยสารนาถ
18.00 น. นำท่านชมพิธี "อารตีบูชา" หรือการ “บูชาไฟ” ริมฝั่งแม่น้ำคงคา อารตี (พิธีบูชาไฟ) ในคัมภีร์ฤคเวทย์ กล่าวถึง การบูชาไฟ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เด่นที่สุด เพื่อขอพรจากพระเป็นเจ้าให้ทรงมอบความสุขและความโชคดีให้แก่ผู้ที่บูชานั้น เครื่องสังเวยที่ใช้ในการบูชาไฟของพราหมณ์ คือ บูชาด้วยอาหารที่หุงต้มแล้ว โดยจัดทำภายในบ้านประกอบด้วย น้ำนม เมล็ดข้าว เนยแข็ง เหล้าโสม (กลั่นจากต้นไม้) ดอกไม้ เป็นต้น เมื่อทำพิธีกรรมให้นำอาหารเหล่านี้ใส่ลงไปในกองไฟ พร้อมสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า บูชาสังเวยไฟด้วยชีวิต เครื่องสังเวยชีวิต เป็นต้นว่าสัตว์ 4 เท้า หรือสัตว์ปีก รวมถึงมนุษย์ ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของศาสนาพราหมณ์ในช่วงต้นคริสต์สักราช เรียกในนามศาสนาฮินดู สัตว์ที่ใช้ในพิธีกรรม เช่น แพะ แกะ ควาย ไก่ นก เป็นต้น โดยการนำเลือดสดๆ ใส่ลงไปในกองไฟที่กำลังลุกไหม้ บูชาสังเวยด้วยน้ำโสม (เหล้าโสมที่กลั่นจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง) การเตรียมสถานที่ทำพิธี พระฮินดูผู้ทำพิธีจะพิจารณาเลือกที่ที่จะก่อไฟศักดิ์สิทธิ์ (เรียกว่า กองกูณฑ์) โดยจะใช้มีดปลายแหลม หรือไม้ ทำการขีดลงบนพื้นดิน 3 ขีด เพื่อเลือกสถานที่หลัง
จากนั้นก็จะขุดดินบริเวณนั้นให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสตกแต่งผิวรอบๆ ให้เรียบ จากนั้นก็จะนำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาเทราดในนั้นแล้วรอจนแห้งสนิทต่อมาก็เริ่มพิธีกรรมบูชาไฟ ในอินเดียเวลามีการทำพิธีกรรมบูชาไฟ เครื่องสังเวยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ หญ้าคาเชื่อว่าเป็นหญ้าศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับพระเป็นเจ้าจึงต้องนำเอาหญ้าคามาเป็นเครื่องสังเวยด้วย หญ้าคา ในทางศาสนาพราหมณ์มีความเกี่ยวข้องกันคือ อาสนะที่ประทับของพระศิวะบนเขาไกรลาสทำด้วยสิ่งนี้ ชาวฮินดูลัทธิศิวนิกายที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด จะนำหญ้าคามาเพื่อเป็นเครื่องบูชา
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารในโรงแรม
พักที่ AMAYAA HOTEL VARANASI ระดับ 4 ดาว หรือใกล้เคียง

วันที่สาม
เมืองพาราณสี   ตำบลพุทธคยา บ้านนางสุชาดา
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
 
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ตำบลพุทธยาตำบลพุทธคยา  (เดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง) พุทธสถานสำคัญในอำเภอคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญที่สุด 1 ใน 4 แห่ง ของชาวพุทธ เนื่องจากเป็นที่ตั้งสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุถทธเจ้า พุทธสังเวชนียสถานที่มีความสำคัญที่สุดของชาวพุทธทั่วโลก
เที่ยง
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ในการถ่ายรูป ต้องเก็บโทรศัพท์ไว้ในรถเท่านั้น แต่สามารถใช้กล้องถ่ายรูป   ไอแพดได้
กราบสักการะพระพุทธเมตตา ในวิหารมหาเจดีย์พุทธคยา พระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัยที่สร้างด้วยหินแกรนิตสีดำในสมัยปาละอายุกว่า1400ปีหลวงพ่อพระพุทธเมตตาถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ประดิษฐานภายในเจดีย์พุทธคยา ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 147เซนติเมตร สูง 165 เซ็นติเมตร  ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งได้รอดพ้นจากการถูกทำลายได้ ในศตวรรตที่ 13 มีกษัตริย์ฮินดูนามว่าพระเจ้าสาสังกา ของรัฐเบงกอล ที่ไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นมคธ ซึ่งมีพระเจ้าปุรณวรมา เป็นผู้ปกครองในสมัยนั้น ต้องการประกาศตนเป็นอิสระ จึงได้กรีฑาทัพมาทำลายจุดศูนย์กลางของแคว้นมคธ คือบริเวณดินแดนแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ทันที ด้วยหมายจะทำลายขวัญของกษัตริย์และประชาชนเสียก่อน แล้วจึงค่อยยกทัพไปตีเมืองหลวงในขั้นต่อไป เพราะบริเวณพุทธคยานี้มีต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระพุทธเมตตาเป็นหัวใจสำคัญที่ชาวพุทธให้ความเคารพนับถือกราบไหว้บูชากันมาก ทำให้การขยายตัวทางพระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น   สักการะมหาเจดีย์พุทธคยาที่บูรณะในสมัยพระเจ้าอโศก บริเวณนี้เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโลกหรือเป็นสะดือของโลกสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พระมหาเจดีย์พุทธคยานี้ ก่อสร้างด้วยหินทรายสีน้ำตาลนวล มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม จัตุรัสยอด แหลมคล้ายยอดพระเจดีย์ทั่วไป มีความสูงประมาณ 170 ฟุต ฐานวัดโดยรอบได้ 121 เมตร พระเจ้าหุวิชกะทรงสร้างต่อมาจากสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชและมีการซ่อมแซมบูรณะโดยท่านผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเรื่อยมานอกจากนี้ ยังมีองค์เจดีย์เล็กๆ ลดหลั่นกันไปอยู่โดยรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่ จึงทำให้พระเจดีย์มีความงามยิ่งขึ้น มีห้องสำหรับปฏิบัติธรรมอยู่ชั้นบน 

สักการะสัตตมหาสถานในบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์
สัปดาห์ที่ 1 เสด็จประทับภายใต้ร่มไม้มหาโพธิ์ เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน
สัปดาห์ที่ 2 เสด็จประทับ ณ อนิมิสเจดีย์ ทรงยืนจ้องพระเนตรดูต้นมหาโพธิ์โดยมิได้กะพริบพระเนตรตลอด 7 วัน 
สัปดาห์ที่ 3 เสด็จประทับ ณ รัตนจงกรมเจดีย์ ทรงนิมิตจงกรมขึ้น แล้วเสด็จจงกรมอยู่ที่นี้เป็นเวลา 7 วัน
สัปดาห์ที่ 4 เสด็จประทับ ณ รัตนฆรเจดีย์ เสด็จไปทางทิศพายัพ แห่งต้นศรีมหาโพธิ์ ประทับนั่งขัดสมาธิในเรือนแก้วซึ่งเทวดานิรมิตถวาย ทรงพิจารณาพระอภิธรรมตลอด 7 วัน 
สัปดาห์ที่ 5 เสด็จไปประทับใต้ร่มไม้ไทร โดยมีชื่อว่า อชปาลนิโครธ ซึ่งเป็นที่พักของคนเลี้ยงแกะ ทรงถูกธิดาทั้ง
สามของพญามารวัสตีใช้กริยาอิตถีสตรียั่วพระพุทธองค์ให้หลงแต่ไม่สำเร็จ พระพุทธองค์ทรงขับไล่ธิดาทั้งสาม
ออกไปเสีย  
สัปดาห์ที่ 6 เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิภายใต้ร่มไม้จิก โดยมีชื่อว่า มุจลินท์ ทางทิศอาคเนย์แห่ง
ต้นมหาโพธิ์ ตอนนั้นเกิดฝนตกลงมาเป็นเวลา 7 วัน พญานาคตนหนึ่งมีนามว่า พญามุจลินท์นาคราช เกิดความ
เลื่อมใสจึงได้แผ่พังพานป้องพระพุทธเจ้าเป็นเวลา 7 วัน เมื่อฝนหยุดตก พญานาคก็คลายขนดจำแลงกายเป็น
มานพ เข้าไปถวายอัญชลีเฉพาะพระพักตร์และจากไป   
สัปดาห์ที่ 7 เสด็จไปประทับภายใต้ร่มไม้เกดโดยมีชื่อว่า ราชายตนะ ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน  
นำคณะถวายผ้าป่า ณ วัดไทยพุทธภูมิ
นำท่านชม บ้านนางสุชาดาหรือสุชาฏากุฏี ธิดากฎุมพีแห่งตำบลอุรุเวลาเสนานิคมผู้ถวายข้าวมธุปายาสอันประณีตแด่มหาบุรุษก่อนการตรัสรู้ ชมวิวทิวทัศน์ริมฝั่ง แม่น้ำเนรัญชราบริเวณท่าสุปปติฏฐะ สถานที่พระมหาบุรุษได้อธิษฐานลอยถาดทองริมฝั่งแม่น้ำ
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารในโรงแรม
พักที่ HOTEL TAJ DARBAR หรือระดับใกล้เคียง เมืองพุทธคยา

วันที่สี่
ตำบลพุทธคยา   เมืองนาลันทา หลวงพ่อองค์ดำ  เมืองราชคฤห์  บลพุทธคยา
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม  
เดินทางสู่ เมืองนาลันทา (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง)นำท่านชม มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกเดิมเป็นสวนมะม่างของทุสสปาวริกเศรษฐีได้อุทิศถวายแก่พระพุทธเจ้าในยุคหลังที่กษัตริย์อินเดียราชวงศ์คุปตะทรงเข้ารับอุปถัมภ์ ชมสถูปปรินิพพานของพระสารีบุตร นำท่านสักการะหลวงพ่อองค์ดำที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองนาลันทา สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางสู่เมืองราชคฤห์ (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) มหานครมหาแห่งแคว้นมคธ จัดว่าเป็นนครใหญ่ 1 ใน 6 นครของอินเดียโบราณ ในหนังสือรามเกียรติ์เรียกเมืองนี้ว่า วสุมาตี  นำท่านชมเขาคิชกูฏ (ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 30 นาที) หนึ่งในเบญจคีรี ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ชมมูลคันธกุฏี สถานที่สำคัญสุดที่ชาวพุทธเมื่อขึ้นเขาคิชกูฏต้องกำหนดไว้คือการไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ ณ มูลคันธกุฏี สถานที่ที่เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า ชมถ้ำสุกรขาตา สถานที่ที่พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ นมัสการ ถ้ำพระโมคคัลลานะ กุฏีของพระอานนท์ นำท่านชม วัดชีวกัมพวันหรือวัดสวนมะม่วงโรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกของโลกและชมเรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร
จากนั้นนำท่านชมวัดเวฬุวนารามมหาสังฆยิกาวาสวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาเดิมเป็นสวนไม้ไผ่ของพระเจ้าพิมพิสารพระองค์ถวายเป็นอารามแด่พระพุทธเจ้าและเป็นสถานที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอริยสงฆ์ 1250 องค์ มีสถูปที่บรรจุพระอัฐิธาตุของพระโมคคัลลานะและพระอัญญาโกญฑัญญะ พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่นานในพรรษาที่ 2 – 4
เที่ยง
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
นำท่านเดินทางกลับสู่เมืองคยา อิสระช้อปปิ้งตามอัสยาศัย หรือท่านจะ เข้ากราบสักการะ พระพุทธเมตตาหรือต้นพระศรีมหาโพธิ์ นำท่านชมวัดพุทธนานาชาติ อยู่ในเขตปริมณฑลพุทธคยา เป็นเหมือนมหาสังฆารามที่รวบรวมวัดเล็กวัดน้อยเข้าไว้ในอาณาบริเวณเดียวกันโดยประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งสายมหายาน และเถรวาท ต่างมีศรัทธามาสร้างวัดขึ้น ด้วยมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางศิลปะ และสถาปัตยกรรมของประเทศตน จะเรียกว่าเป็นอาณาจักรแห่งพุทธศาสนิกนานาชาติก็ว่าได้ ประกอบไปด้วยวัดต่างๆ สายเถรวาท มี วัดไทย วัดพม่า วัดลังกา วัดสงฆ์อินเดีย วัดโพธิ์คำอัสสัม วัดสงฆ์บังคลาเทศ สายมหายานมี วัดจีน วัดธิเบต วัดญี่ปุ่น วัดเวียตนาม วัดเกาหลี วัดภูฏาน วัดสิกขิม เป็นต้น
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารในโรงแรม
พักที่ HOTEL TAJ DARBAR หรือระดับใกล้เคียง เมืองพุทธคยา

วันที่ห้า
เมืองพุทธคยา   เมืองไวสาลี  พระมหาสถูปแห่งเกสริยา   เมืองกุสินารา
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่เมืองไวสาลี (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3  ชั่วโมง) เมืองหลวงของอาณาจักรวัชชี หนึ่งใน 16 แคว้นของชมพูทวีป เวสาลี หรือ ไวศาลี คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล มีความสำคัญในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของคณะเจ้าลิจฉวี ที่มีปกครองแคว้นวัชชีด้วยระบอบคณาธิปไตยแห่งแรก ๆ ของโลก เมืองนี้เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาลเป็นเมืองที่มั่นแห่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในสมัยนั้น โดยพระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยี่ยมเมืองแห่งนี้ในปีที่ 5 หลังการตรัสรู้ ตามการกราบบังคมทูลเชิญจากเจ้าผู้ครองแคว้น และในช่วงหลังพุทธกาล เมืองแห่งนี้ได้ตกเป็นของแคว้นมคธโดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชาแห่งเมืองราชคฤห์ และหลังการล่มสลายของราชวงศ์พิมพิสารในเมืองราชคฤห์ พระราชาองค์ต่อมาจึงได้ย้ายเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธมายังเมืองเวสาลี ทำให้เมืองแห่งนี้เจริญถึงขีดสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้ได้เป็นสถานที่ทำทุติยสังคายนาของพระพุทธศาสนาก่อนที่จะเสื่อมความสำคัญและถูกทิ้งร้างลงเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงของแคว้นมคธไปยังเมืองปาฏลีบุตรหรือเมืองปัตนะอันเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในปัจจุบัน ปัจจุบันเมืองเวสาลีเป็นซากโบราณสถานอยู่ที่ตำบลบสาร์ท หรือเบสาร์ท ในจังหวัดไวศาลี ที่เขตติดต่อของอำเภอสดาร์ กับ  ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการจังหวัด เมืองเวสาลี ชมกูฏาคารศาลาวัดป่ามหาวัน อารามที่กษัตริย์ลิจฉวีสร้างถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในป่ามหาวันทางเหนือของอาณาจักรวัชชีในป่าหิมาลัยและพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ในพรรษาที่ 5 ชมเสาอโศกที่มีรูปสิงห์อยู่ในลักษณะนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกที่สมบูรณ์ที่สุดปัจจุบันเหลือเพียงซากโบราณสถานที่ประกอบไปด้วยสังฆาราม ห้องพัก ห้องประชุม  ชมปาวาลเจดีย์ สถานที่พระยามารได้เข้ามากราบทูลขอให้พระองค์เสด็จปรินิพพานสถานที่พระพุทธองค์ทรงปลงอายุสังขาร พุทธวาจาในวันปลงอายุสังขาร “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ขอท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ชนเหล่าใดทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า”  ชมมหาสถูปแห่งเกสปุตตนิคม หรือพระมหาสถูปแห่งเกสริยา ปัจจุบันเกสปุตตนิคมถูกเรียกเพี้ยนไปเป็นเกสเรียหรือเกสริยา เดิมไม่เป็นที่รู้จักและไม่เป็นจุดสำหรับจาริกแสวงบุญของชาวพุทธแต่หลังจากกองโบราณคดีอินเดียได้ขุดค้นเนินดินใหญ่พบพระมหาสถูปโบราณ ที่มีความเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1,400 ฟุต สูงถึง 51 ฟุต (เดิมอาจสูงถึง 70 ฟุต) ซึ่งทำให้มหาสถูปโบราณที่ค้นพบใหม่นี้กลายเป็นมหาสถูปที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ชเวดากองและพระมหาสถูปบุโรพุทโธ ซึ่งทำให้มีผู้สันนิษฐานว่ามหาสถูปแห่งเกสริยานี้เป็นต้นแบบของมหาสถูปทั้งสอง และนอกจากนี้ ในบริเวณไม่ไกลจากมหาสถูปแห่งเกสริยา นักโบราณคดีอินเดียได้พบเสาหินพระเจ้าอโศกที่สมบูรณ์ที่สุด ที่ยังคงเหลือหัวสิงห์บนยอดเสา เช่นเดียวกับที่เมืองเวสาลีอีกด้วย
เที่ยง
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
ออกเดินทางสู่เมืองกุสินารา (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง) นครแห่งมหาปรินิพพาน เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละ 1 ในอาณาจักรแห่งมหาชนบท 16 แคว้นของอินเดียส่วนเหนือ เป็นสถานที่ปรินิพพาน สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ สถานที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ เป็นฐานแห่งแสงสว่างทางศรัทธาและปัญญาที่มั่นคง
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารในโรงแรม
พักที่ HOTEL LOTUS NIKKO หรือระดับใกล้เคียง เมืองกุสินารา

วันที่หก
เมืองกุสินารา  มหาปรินิพพานสถูป พุทธวิหารปรินิพพาน  มกุฏพันธเจดีย์   เมืองลุมพินี
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม  
นำท่านกราบสักการะสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายที่มหาปรินิพพานสถูปสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานภายใต้ต้นสาละคู่ เป็นพุทธสถานที่พระพุทธเจ้าประทานการบวชให้สาวกองค์สุดท้าย เป็นที่ตรัสเทศนา ปัจฉิมโอวาทสุดยอดแห่งพระธรรมคำสอนคือความไม่ประมาท ชมพระสถูปปรินิพพาน นำท่านชม พุทธวิหารปรินิพพาน ซึ่งภายในพระวิหารเป็นปฏิมากรรมพระพุทธปางปรินิพพานเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ที่กำลังเสด็จดับขันธปรินิพพานโดยมีนางมัลลิกา พระอนุรุทธ พระอานนท์อยู่ในภาวะโศรกเศร้า  ชมสถูปพระอานนท์ ที่สร้างขึ้นบริเวณที่สันนิษฐานว่าพระอานนท์ยืนร้องไห้ ชม พราหมณ์เจดีย์ ซึ่งเป็นสถานที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ และกราบสักการะ มกุฏพันธเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ  นำคณะถวายผ้าป่า ณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
11.00 น.
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม
บ่าย
นำท่านออกเดินทางสู่ ลุมพินีวัน (ใช้เวลาเดินทาง 4 – 5 ชั่วโมง) ในเขตประเทศเนปาล ผ่านเมืองโครักข์ปูร์และผ่านเมืองชายแดนโสเนาวลีของอินเดียเข้าสู่เมืองสิทธารัตถะของเนปาลสถานที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ ถึงพรมแดนอินเดีย-เนปาล ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเดินทางเข้าสู่เมืองสิทธารัตถะนำท่านชม มหาสังฆารามอนุสรณ์ สถานที่ประสูติของพระพุทธองค์ นำท่านสวดมนต์ นั่งสมาธิ ที่สวนลุมพินี ชมมายาเทวีวิหาร ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเทวีแกะสลักด้วยหินเป็นรูปพระพุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่พร้อมกับพระสนมและข้างหน้าเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมารกำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว ชม สระสรงสนานธารโบกขรณี ชมเสาศิลาจารึกที่พระเจ้าอโศกมหาราช ปักไว้ตรงที่ประสูติ ของพระสิทธัตถราชกุมาร โดยมีอักษรพรหมีจารึกไว้ ชมวัตถุสถานเสนาสนะสงฆ์และเจดีย์ สถานที่ผู้เลื่อมใสศรัทธาได้สร้างไว้ เป็นพุทธบูชาตลอดมาไม่ขาดสายตั้งแต่โบราณกาล  นำคณะถวายผ้าป่า ณ วัดไทยลุมพินี ซึ่งจัดสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธบริษัทแห่งประเทศไทย
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารในโรงแรม
พักที่ HOTEL NEW  CYSTAL หรือระดับใกล้เคียง เมืองลุมพินี

วันที่เจ็ด
เมืองลุมพินี    เมืองสาวัตถี  วัดเชตวัน  กุฎิพระพุทธเจ้า  พระโมคคัลลา  พระสิวลี
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
หลังอาหารนำท่านเดินทางสู่ เมืองสาวัตถี (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 – 5 ชั่วโมง) ในสมัยพุทธกาล เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล 1 ใน 16 แคว้น เป็นเมืองที่ใหญ่พอกับเมืองราชคฤห์และพาราณสี เป็นเมืองศูนย์กลางการค้าขายและเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับนานที่สุดถึง 25 พรรษา รวมทั้งเป็นเมืองที่พระพุทธศาสนามั่นคงที่สุด ปัจจุบันเมืองนี้เหลือเพียงซากโบราณสถาน ชมวิถีชีวิตชนบทของประเทศอินเดียระหว่างเดินทาง
11.00 น.
บริการอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรม เมืองลุมพินี
บ่าย
นำท่าน ชมวัดเชตวันวิหาร เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดและเป็นวัดที่พระพุทธเจ้ารวมทั้งพระอรหันต์ได้จำพรรษาอยู่นานที่สุดถึง 19 พรรษา สร้างโดยอนาถบิณฑิกมหาเศรษฐีเป็นชาวเมืองสาวัตถีไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์ได้พบพระบรมศาสดาที่สีตะวันเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธธรรมเมื่อกลับมาจึงไปขอซื้อป่าไม้ของเจ้าเชตเพื่อสร้างอารามถวาย กล่าวกันว่าต้องขนเงินมาปูพื้นที่ให้เต็มสวนจึงจะซื้อที่ดินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าได้เพราะในสมัยนั้นดินแดนทุกแห่งเป็นของผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์นำท่านกราบสักการะต้นโพธิ์พระอานนท์ซึ่งถือว่าอายุกว่า 2500 ปีซึ่งเป็นอายุยาวนานที่สุดในโลกร่วมกับต้นโพธิ์ที่เมืองอนุราธปุระประเทศศรีลังกา สักการะมูลคันธกุฏีของพระพุทธเจ้า กุฎิพระโมคคัลลา กุฎิพระสารีบุตร กุฎิพระสิวลี กุฎิพระอานนท์ และสถูปที่บรรจุสารีริกธาตุของพระอรหันต์ ชมบ่อน้ำที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นที่สรงน้ำตลอดระยะเวลาที่จำพรรษาอยู่
จากนั้นนำท่าน ชมบ้านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เศรษฐีองคมนตรีที่ปรึกษาเศรษฐกิจของพระเจ้าปเสนทิโกศล ชมบ้านปุโรหิตบิดาขององคุลีมา, เนินดินที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์   นำคณะถวายผ้าป่า ณ วัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี   
หลังจากนั้นเดินทางสู่เมืองลัคเนาว์ เป็นเมืองหลวงของรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย มีประชากรหนาแน่นมาก ประมาณ 2.7 ล้านคน และถือเป็นเมืองสายหลักของชุมนุมทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อไปรัฐอื่นๆ อีกมากมาย ลัคเนาว์ยังเป็นสถานที่จุดประกายการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของอินเดียยุคใหม่ นับตั้งแต่การทำข้อตกลงลัคเนาว์ ค.ศ. 1916 (สมัยรัชกาลที่ 7) ซึ่งเป็นความตกลงระหว่างพรรคคองเกรสแห่งชาติ กับพรรคสันนิบาตมุสลิมภายใต้การนำของนายมูฮัมเหม็ด อาลี จินนะห์ เพื่อเรียกร้องให้อังกฤษยอมผ่อนปรนอำนาจในการปกครองให้แก่ชาวอินเดียมากขึ้น และขบวนการคิลาฟัตซึ่งเป็นขบวนการที่มุ่งจะริดรอนอิทธิพลของรัฐบาลอังกฤษในอินเดียและปกป้องอาณาจักรออตโตมานภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับมหาตมะ คานธี และนักการเมืองปัญญาชนอื่นๆ หลายท่าน
ค่ำ รับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารในโรงแรม
พักที่ TULIP INN LUCKNOW หรือระดับใกล้เคียง เมืองลักเนาว์

วันที่แปด
เมืองลัคเนาว์  เมืองเดลลี กรุงเทพฯ
เช้า
บริการอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
 
นำท่านออกเดินทางสู่สนามบินเมืองลักเนาว์ เพื่อเดินทางสู่เมืองเดลลี
08.40 น. ออกเดินทางสู่ เมืองเดลลี โดยสายการบิน AIR INDIA เที่ยวบินที่ AI 412
09.40 น. ถึง สนามบินเมืองเดลลี นำท่านเดินทางสู่ภั8ตตาคาร
13.50 น. ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสายการบิน AIR INDIA เที่ยวบินที่ AI 332
19.35 น. ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพพร้อมอิ่มบุญถ้วนหน้า



โปรดทำความเข้าใจและรับเงื่อนไข :
**กรุ๊ปคอนเฟริมออกเดินทาง 15 ท่าน ขึ้นไป มีหัวหน้าทัวร์คนไทย เดินทางไป-กลับ พร้อมคณะ
**หากคณะเดินทาง 10-14 ท่าน ออกเดินทาง ไม่มีหัวหน้าทัวร์คนไทย หากต้องการ หัวหน้าทัวร์คนไทย ทางบริษัทฯ ขอเก็บเพิ่ม 3,000 บาท/ท่าน**
Copyright © 2012-2017 Worantex Education and Travel Co., Ltd. All rights reserved.
บริษัท วอร์แรนเทกซ์ เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ ทราเวิล จำกัด
ใบอนุญาตฯ นำเที่ยว เลขที่ 11/05838
เลขที่ 7 ซอยรามคำแหง 60 แยก 9 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-374-1300 โทรสาร 02-374-2600
อีเมล์ : info@wtravel.co.th
ไลน์ : @wtravel
ขอขอบคุณลูกค้าองค์กรที่ไว้วางใจใช้บริการ 


 
       

     
 
บริษัท วอร์แรนเทกซ์ เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ ทราเวิล จำกัด ดำเนินกิจการพานักท่องเที่ยว และนักเรียน-นักศึกษา เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านการท่องเที่ยว และการศึกษา เท่านั้น
ไม่ได้ดำเนินกิจการ เพื่อพาเดินทางไปทำงาน หรือไปวัตถุประสงค์อื่นๆ และหากมีผู้แอบอ้างนำชื่อบริษัทฯ ไปใช้เพื่อพาท่านยื่นขอวีซ่าเดินทางไปต่างประเทศ โปรดแจ้งบริษัทฯ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป  คลิ๊

offline Close

Image
Top